วิธีเล่น ห้องสนทนาสด (แช้ทรูม) สมัครสมาชิก    |   เข้าสู่ระบบ
เพิ่มเว็บไซต์ | โปรโมทเว็บ | สอนทำ SEO | หางานพริตตี้ | แต่งรถ | ลงประกาศงานฟรี | net idol | เรื่องผี | เคล็ดลับสำหรับผู้หญิง | ข่าวเทคโนโลยี | หารายได้ | โฆษณาฟรี | สถานที่ท่องเที่ยว | เทคนิคคอมพิวเตอร์ | เสื้อผ้าแฟชั่นราคาถูก | ปลาตู้ | ข่าวเด่นวันวาน | วาไรตี้ | สร้อยเพื่อสุขภาพ | โพสฟรี | โปรโมทสินค้าฟรี | ลดน้ำหนัก | ช่าง nissan | เคล็ดลับสำหรับผู้หญิง
รมิตา รับสมัครตัวแทนจำหน่าย กาแฟมะรุม ,ชามะรุม และผลิตภัณฑ์ด้านสุขภาพอื่นๆอีกมากมาย รับสมัครผู้ร่วมทำธุรกิจและตัวแทนจำหน่ายจำนวนมาก ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ รายได้ดี ไม่มีข้อผูกมัด สามารถทำเป็นอาชีพเสริมได้
 
โปรโมทเว็บไซต์
   
รมิตา ธุรกิจออนไลน์
   
เสื้อผ้าแฟชั่นราคาถูก
   
   
 
 
ค้นหาเพื่อนจากชื่อ เรื่องที่เขียน
โปรโมทเว็บ
ลิงค์แนะนำ

 
 


พริตตี้แนะนำจาก idolcute ติดต่อจ้างงาน ไม่ว่าจะเดินแบบ ถ่ายภาพ ออกบูธ หรืองานอีเว้นต่างๆได้กับน้องๆสมาชิกพริตตี้โดยตรง

มรดกทางวรรณกรรมของอุษาคเนย์ เซียงเมี่ยง จอมกะล่อน (ศรีธนญชัยเจ้าปัญญาฉบั

มรดกทางวรรณกรรมของอุษาคเนย์  เซียงเมี่ยง  จอมกะล่อน  (ศรีธนญชัยเจ้าปัญญาฉบับลาว)

                               หนังสือเซียงเมี่ยง ฉบับที่เลือกมา ได้ แปลและเรียบเรียงโดย  เปรม   ตัง   ซึ่งนิทานเซียงเมี่ยง หรือ ศรีธนญชัย ได้มีการเล่าต่อกันมาในประเทศลาว และภาคอีสานของไทย แต่ก็มีเรื่องเล่าในภาคอื่นๆ เช่น ภาคกลาง ภาคใต้ ภาคเหนือ แม้กระทั้งประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่นกัมพูชา  เวียดนาม พม่า  มาเลเซีย  สิงคโปร์  อินโดนีเซีย และ ฟิลิปปินส์

                                วิเคราะห์หาความขัดกันของพฤติกรรมตัวละครในวรรณกรรมเรื่องเซียงเมี่ยง  โดยพิจารณาบริบททางการเมืองการปกครองอันอาจมีผลต่อการแสดงพฤติกรรมของตัวละครหลัก วรรณกรรมเรื่องเซียงเมี่ยง มีการลบหลู่ต่อเบื้องสูงหรือองค์พระมหากษัตริย์อยู่หลายครั้ง  เมื่อพิจารณาบริบทของเรื่องนี้ซึ่งเป็นการปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์   พระมหากษัตริย์ทรงดำรงฐานะสูงสุด  ความคิดเห็นของคนธรรมดาทำให้คิดต่อไปได้ว่าแท้จริงแล้ววรรณกรรมเรื่องนี้ได้ช่วยปลดปล่อยความรู้สึกคับข้องใจของประชาชนที่อาจได้รับการบีบคั้นจากกลไกทางสังคม

                                                                                                                                                                               

ตอนที่ ๑ เป็นพระราชบุตรบุญธรรม

                                กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเมืองหนึ่งชื่อว่า ทวารวดี มีพระเจ้าทวารวดีเป็นผู้ปกครอง ทรงปกครองเป็นเมืองให้อยู่เย็นเป็นสุข  ตั้งมั่นอยู่ในทศพิธราชธรรม

หลายปีผ่านไป พระมเหสีได้ทรงพระครรภ์นานถึง ๑๑ เดือน จึงได้ประสูติพระราชโอรส ที่มีพระสิริโฉมงดงาม  เมื่อโหรหลวงทำนายดูดวงชะตาก็พบว่า พระโอรสจะเป็นผู้ที่มีความสุขสบาย มีอำนาจราชศักดิ์ เมื่อ ๑๔ ชันษาจะขึ้นครองบ้านเมือง  แต่ว่า เมื่อทรงพระเยาว์จะเลี้ยงยาก จึงต้องหาลูกชายที่เกิดวันเวลาเดียวกันมาเลี้ยงคู่กัน

                เมื่อได้ลูกชาวบ้านมาคนหนึ่ง  ก็ทรงรับไว้เป็นราชบุตรบุญธรรม แต่ขาดแม่นม จึงให้ข้าราชบริพารคนหนึ่งได้เลี้ยงดู  ราชบุตรบุญธรรมคนนั้นก็คือ ท้าวคำ หรือเซียงเมี่ยงนั้นเอง

 

ตอนที่ ๒ วิ่งตามตีนม้าอย่าให้ห่าง

                                เมื่อสามีภรรยาเลี้ยงท้าวคำจนเติบใหญ่  จนสามารถขี่ม้าตีคลีได้ วันหนึ่งพ่อเลี้ยงไปแข่งขันขี่ม้าตีคลีที่สนามหลวง จึงบอกท้าวคำให้ตามไปด้วยและให้ถือขันหมากพลูตามตีนม้าไปกับพ่อเลี้ยง   เมื่อถึงวันที่ไปสนามหลวง พ่อเลี้ยงก็ขี่ม้าล่วงหน้าไปก่อน  ส่วนท้าวคำก็เดินตามตีนตามคำส่งพ่อ ตามรอยตีนม้าไปเรื่อยๆ  เหนื่อยที่ก็พัก  เมื่อพ่อถึงสนามหลวง จึงโกรธ อยากกินหมาก ก็จำเป็นต้องรอ ท้าวคำก็เดินมาไม่เร่งรีบ แล้วก็ยื่นขันหมากให้พ่อเลี้ยง  พ่อเลี้ยงถามว่าทำไมมาช้านัก  และติเตือนท้าวคำทันทีที่มาถึง 

                                วันต่อมาพ่อเลี้ยงก็ได้กำชับท้าวคำว่า ให้วิ่งตามตีนม้าให้ทัน อย่าให้ห่างม้า  เมื่อพ่อเลี้ยงควบม้าไปท้าวคำก็ถือขันหมากวิ่งตาม ไม่ห่างเครื่องหมากพลู ยาหมากปูน ตกเรี่ยราดไปตลาดทาง แต่ท้าวคำไม่คิดเก็บเลย เอาแต่ตั้งหน้าตั้งตาวิ่งตามม้าให้ทัน  พอถึงสนามหลวง พ่อเลี้ยงก็ถามหาขันหมาก แต่กลับไม่มีอะไรเหลืออยู่เลย ท้าวคำก็แก้ตัวว่าทำตามคำส่งให้วิ่งตามม้าอย่างเดียว

                                และวันต่อมา เพื่อกันความผิดพลาด พ่อเลี้ยงจึงใส่ให้ วิ่งตามหลังม้าไป ไม่ว่าอะไรตกจากขันหรือจากหลังม้า ให้เก็บเอาหมด  ท้าวคำก็ได้ทำตามนั้นจริงๆ แม้แต่ม้าขี้ออกมา ท้าวคำก็เก็บเอาใส่ขันอย่างหน้าตาเฉย

 เมื่อถึง  ท้าวคำยื่นขันหมากให้พ่อเลี้ยง พอเห็นก็แทบเป็นลม เพราะในขันมีแต่ขี้ม้า แต่ก็ไม่กล้าว่ากล่าวลูก

                                เมื่อผ่านไป ท้าวคำอายุ ๗ ปี พ่อเลี้ยงก็นำเอาท้าวคำไปถวายคืนให้กับพระราชา  ท้าวคำเมื่ออาบน้ำแต่งตัว ก็มีสง่าราศีและรูปโฉมงดงาม  พระราชาก็ทรงพระราชทานเสื้อผ้าเงินทองแก่สองสามีภรรยาเป็นการตอบแทน

                                หลายปีต่อมา ขณะที่พระโอรสทั้งสองเจริญวัย พระราชากลับมีพระพลานามัยที่อ่อนแอ จึงได้จัดพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสถาปนาพระราชโอรสให้เป็นกษัตริย์ ให้ทรงพระนามว่า  ?พระเจ้าทวารวดี? เช่นเดียวกับบิดา  ส่วนพระราชาก็อยู่ต่อไปไม่นาน ก่อนสวรรคต ก็รับส่งกับพระเจ้าทวารวดีว่า ?นี่ลูกเอ้ย...เจ้านี้เป็นคนเลี้ยงยากตั้งแต่เล็ก  เจ้ามีชีวิตเติบใหญ่ขึ้นมาได้ก็เพราะพ่อได้ไปขอเอาน้องมา มาเลี้ยงคู่กับเจ้า เพราะว่าเขาเกิดมาร่วมเวลากับเจ้า  ดังนั้นพ่อขอให้เจ้าจงรักน้องชั่วชีวิต  อย่าฆ่าตี หรือรังแกน้อง  ถ้าน้องทำผิดก็ขอให้อภัย  อย่าถือสาหาความ  ให้ทนเลี้ยงน้องไปเป็นเพื่อนร่วมชีวิต   ทั้งเป็นผู้รับใช้ใกล้ชิดตลอดไปจำเอาไว้นะลูก...?หลังจากนั้นท้าวคำจึงได้ตัดสินใจ บวชเป็นเณรในวัดหลวงแห่งหนึ่ง

                                ดูจากเรื่องนี้ ตัวละคร เซียงเมี่ยง ผู้มีลักษณะนิสัยที่แตกต่างไปจากบุคลิกตัวละครเอกทั่วไป ลักษณะนิสัยที่ว่าก็คือด้านมืดและด้านสว่างในตัวละครเอกที่ระคนปนเป็นเนื้อเดียว จนเป็นการยากที่จะตีตราพฤติกรรมของตัวละครเอกได้ว่าดีหรือเลว  เช่น การที่ตัวละคร เดินตามตีนม้า วิ่งตามตีนม้าอย่าให้ห่าง และ เก็บของที่หล่นจากหลังม้า อาจมองได้ว่าตัวละครนั้น มีความซื่อตามประสาเด็ก แต่ถ้ามองอีกแง่อาจเป็นการใช้ภาษาที่ไม่ชัดเจน ทำให้สามารถใช้เป็นข้ออ้างได้ ตัวละครนี้จะมีนิสัย ชอบคิดแค้นเรื่องเล็กๆน้อย และจะหาทางแก้แค้นเสมอเมื่อมีโอกาส

 

ตอนที่ ๓ กินข้ออ้อยจนเกิดปัญญา

                                เมื่อท้าวคำบวชอยู่วัด วันหนึ่งก็มีสมภาร ๓ องค์ อยากมีปัญญาเก่งกล้า  จึงไปหาอ้อย ๗ ลำ เพื่อนำมมทำพิธีปลุกเสกในป่าช้า สมภารทั้ง ๓ จึงชวนเณรคำไปช่วยแบกอ้อย สมภารทั้ง ๓ ก็ทำพิธีปลุกเสกจนดึกเที่ยงคืน  และออกอุบายให้เณรคำเฝ้าอ้อยจนเช้า ว่าจะแบ่งสติปัญญาในอ้อยให้ และสมภารทั้ง๓ ก็กับไปนอน ครั้นเช้า เณรคำแบบกอ้อยกลับวัดเอาไปไว้ที่หลังกุฏิแล้วไปนอน  สมภารทั้ง ๓ พอตื่นก็มากินอ้อย เหลือแต่ข้อแข็งๆ  กับชานอ้อยเละๆ เมื่อเณรคำตื่นมาเห็นก็รู้สึกเจ็บใจ  แต่ก็เอาข้อและชานอ้อยมากินพลาง บ่นไปต่างๆ นานา    หารู้ไม่ว่าอ้อยที่สมภารกินนั้นไม่มีปัญญาอยู่เลย แต่กับไปอยู่ที่รวมอยู่ที่ข้ออ้อยและชานอ้อย ที่เณรคำกิน เณรคำจึงมีสติปัญญาในทันใด

                                สามวันต่อมา เณรคำก็เริ่มทายปริศนากับสมภาร ว่า เทดังวา แปลว่าอะไร  ซาโต แปลว่าอะไร คุซะลาซิซวา แปลว่าอะไร  สิงคาวา แปลว่าอะไร สุดท้าย แปะๆ ซ้อนปะๆ ยายยาด แปลว่าอะไร สมภารก็ตอบไม่ได้   เณรคำก็เฉลยว่า ดังวา แปลว่า งวงช้าง  ซาโต แปลว่า คางคก คุซะลา แปลว่า ครุเก่าๆ สิงคาวา แปลว่า  งูสิง  ส่วน แปะๆ ซ้อนปะๆ  ยายยาด ก็แปลว่า

กองขี้ควายมันเรี่ยราดไปตามท้องไร่ท้องนา

เมื่อพิจารณาตามสภาพสังคมเณรก็จะพบว่าเซียงเมี่ยงไม่ได้รับการอบรมขัดเกลาอย่างเข้าถึงแก่นหรือเข้าถึงเบื้องลึกของจิตใจให้ดีพร้อมทั้งความคิดและการกระทำ ต่อหน้าและลับหลัง เมื่อมีสติปัญญามากขึ้น เซียงเมี่ยงกับเอามันมาใช้ในการแก้แค้น ในการท้าทาย หรือโฮ้อวดปัญญาของตน

ตอนที่ ๔ ชนะพนันพ่อค้าเมี่ยง

                                วันหนึ่งขณะที่เณรคำสรงน้ำที่คลองหน้าวัด  มีพ่อค้าเมี่ยงหาบเมี่ยงมาขาย  ถามว่าคลองนี้ลึกไหม เณรคำตอบว่า ?ลึกหรือตื้นก็ดูเอาเอง  ตามองเห็นอยู่ไม่ใช่เหรอ?  พ่อค้าถามว่าจะข้ามได้ไหม เณรคำบอกว่า กว้างขนาดนี้ใครจะข้ามได้ นอกจากพระอินทร์มาอุ้มโน้นแหละถึงจะข้ามได้  พ่อค้าก็รู้สึกขัดใจ จึงพนันกับเณรคำ ว่าถ้าสามารถข้ามไปได้ จะเอาจีวรที่เณรคำห่ม หากข้ามไม่ได้ก็จะยอมเสียเมี่ยงทั้งหมด  ดังนั้นพ่อค้าก็แบกเมี่ยงว่ายน้ำข้ามคลองมาทันที  พอข้ามได้ก็ทวงจีวรเณรคำ เณรคำก็บอกว่าไม่เห็นมาใครข้ามคลอง มีแต่คนว่ายน้ำข้ามมา พวกพ่อค้าแพ้แล้วให้เอาเมี่ยงมาให้ตน จนมีปากเสียงกันจนรู้ถึงพระเจ้าทวารวดีก็ทรงให้พาทั้ง ๒ ฝ่ายมา ก็ได้ตัดสินให้เณรคำถูก เนื่องจากพ่อค้าไม่ได้ข้ามคลองมา แต่ว่ายน้ำมาจริงๆ  ก็ให้พ่อค้าเสี่ยเมี่ยงให้เณรคำ สักสี่ซ้าห้าบาท จากนั้นเณรคำก็ส่งตะกร้า ๔ ใบ และบาตรพระ ๕ ลูก เพื่อเอาเมี่ยงจากพ่อค้า  พ่อค้าเหลือแต่ตัวกับเข้าเฝ้าพระเจ้าทวารวดี  พระราชาก็ทรงตกพระทัย แต่ก็ให้เปิดคลังหลวงให้เงินพ่อค้าไว้เป็นทุนรอนกลับบ้าน

                               

 

จากนั้นพระราชาเห็นว่าการกระทำของเณรคำไม่เหมาะสม จึงให้สึกออกมาเป็นคนธรรมดา  จากเหตุการณ์นี้เอาคนทั้งหลายจึงเรียกเณรคำว่า ?เซียงเมี่ยง? เพราะว่ามีสติปัญญาเอาชนะพ่อค้าเมี่ยงได้ (คำว่า ?เซียง? คือคำเรียกผู้ที่สึกออกมาจากการบวชเณร)

                                ในตอนนี้ก็ได้แสดงให้เห็นว่า ตัวละครใช้ปัญญาในลักษณะ ที่เป็นกลโกง และที่เด่นๆ คือ จะใช้ข้อบกพร่องหรือช่องว่างในการใช้ภาษามาเป็นกลลวง  เช่น เรื่องสักสี่ซ้าห้าบาท ความหมายก็คือ ของเล็กๆน้อย  แต่เซียงเมี่ยงกับใช้จุดนี้ เป็นข้อพลิกผันเรื่อง โดยการใช้คำที่มีเสียงเหมือนกัน กลายเป็น ตะกร้า(ซ้า) ๔ ใบ และบาตรพระ ๕ ลูก

ตอนที่ ๕ เซียงเมี่ยงเลือกภรรยา

                                เซี่ยงเมี่ยงก็เข้ามาเป็นข้าราชบริพารรับใช้พระราชาในพระราชวัง  จนเป็นที่วางพระทัย อยู่มาวันหนึ่ง พระราชาก็มีพระราชดำรัสว่า  เซียงเมี่ยงควรมีภรรยาได้แล้ว โดยให้เลือกจากนางสนมกำนัล  และได้เรียกนางสนมกำนัลมารวมกันในท้องพระโรง  เซียงเมี่ยงก็ได้กำมือสองข้างให้นางสนมทายว่าในมือคืออะไร บางก็ทายว่า เพชรนิลจินดา เงินทองท่อนไม้ แต่ไม่มีใครทายถูกเลยเหลือแต่นางสนมคนหนึ่ง ท่าทางเหนียมอาย หน้าตาสวยงาม ทายว่า เซียงเมี่ยงกำแขนผู้ที่จะได้เป็นเมียแก้วเมียขวัญ  เซียงเมี่ยงพอใจและได้เลือกนางกำนัลคนนี้ และพระราชาก็ให้เลือกเอาอีกคน และให้ปลูกเรือนใกล้พระบรมหาราชวัง ภรรยาทั้งสองก็ปรนนิบัติรับใช้ และมีความสุขอย่างน่าอิจฉา

                                ตอนนี้แสดงถึงความสามารถในการเลือกคู่ของ เซียงเมี่ยง ที่ใช้ปัญหาเพื่อหาคู่ เพื่อให้ได้ผู้หญิงที่มีสติปัญญามาเป็นภรรยา

ตอนที่ ๖ ถวายพระโอสถเจริญพระกระยาหาร

                                อยู่มาวันพระราชาไม่เจริญพระกระยาหาร ก็เรียกเซียงเมี่ยงเข้าเฝ้า  เวียงเมี่ยงก็บอกว่า พระราชาว่าพรุ่งนี้จะยามาถวาย ห้ามพระองค์เสวยพระกระยาหารก่อน พอถึงบ้านเซียงเมี่ยงก็นอนเล่น วันรุ่งขึ้น พระราชาก็ไม่ยอมเสวยพระกระยาหาร รอพระโอสถจากเซียงเมี่ยง จนเวลาเพล ก็หิวจึงรับสั่งให้เชิญพระกระยาหารทาเสวย ปรากฏว่าเสวยไม่มากเป็นพิเศษ

                                พอเซียงเมี่ยงมาเข้าเฝ้าก็ถามว่าทำไมให้รอจนหิวโซ เซียงเมี่ยงก็ทูลว่า  ?โบราณว่า กินยามอยากนี้ก็ถือเป็นยาข้าวอร่อยขนานหนึ่งเหมือนกันครั้นเวลาไม่หิวไม่อยากจะให้ตีให้ฆ่ามันก็กินไม่ลงหรอก แหม...เป็นถึงพระราชาครองเมือง  จะกินข้าวก็ยังต้องให้คนอื่นได้บอกได้สอน น่าอายจริงๆ? พระราชาก็ขุ่นเคืองพระทัย กริ้วขนาดสั่งตัดคอมันทิ้งให้ได้แต่ก็ทรงนึกถึงพระราชดำรัสของพระราชบิดาก็ไม่สามารถฆ่าเซียงเมี่ยงได้

                                การใกล้ชิดกับพระมหากษัตริย์จึงเป็นเสมือนดาบสองคม แต่เพราะเหตุผลประการใดแต่กระทำของเซียงเมี่ยงที่หมิ่นเหม่ต่อการลบหลู่พระเกียรติของกษัตริย์หลายต่อหลายครั้งได้รับการอภัยโทษ แสดงถึง การลดทอนสถานภาพของกษัตริย์ให้ดูอ่อนด้อยลง

ตอนที่ ๗ ตำหนิช้างทรงพระราชา

                                ครั้งหนึ่งพระราชาให้เสนาอำมาตย์ไปเลือกช้างทรงที่ท้องสนามหลวง  ก็ได้ช้างที่พอพะทัย จึงถามข้าราชบริพารว่าช้างนี้มีตำหนิไหม  ข้าราชบริพารก็บอกว่าช้างนั้นงามมากไม่มีตำหนิ  แต่พอถามเซียงเมี่ยงก็บอกว่า ?ช้างนี้ก็งดงามอยู่แต่ตาเล็กไม่สมกับตัว  อีกทั้งขนก็ยังเส้นเล็กกว่าขนวัวขนควาย ดูๆ ไปแล้วไม่สมส่วนกันเลย? พอพระราชาได้ฟังดังนั้นก็ทรงขุ่นพระทัย

แต่มาสังเกตดูดีๆ ก็เป็นดังที่เซียงเมี่ยงว่า ก็ทรงให้อภัย และไม่ตรัสอะไร

                                จากตอนนี้เห็นว่าตัวละครเซียงเมี่ยง มีความจริงใจและซื่อตรง มากกว่าประจบสอพอ

 

 

 

 

ตอนที่ ๘ ร้องไห้ในงานศพพระราชครู

                                เมื่อพระราชครูองค์หนึ่งถึงแก่มรณภาพ เพราะความชรา ไม่มีญาติพี่น้องสักคน  เป็นที่น่าเวทนา ไปร้องห่มร้องไห้ในการจากไป แต่ก่อนพระราชครูองค์นี้ เคยเป็นหลักบ้านหลักเมืองมาก่อน พระราชาจึงให้นางสนมกำนัลในวังไปร้องไห้ไว้อาลัย พวกนางสนมกำนัลก็อ้อนวอนให้เซียงเมี่ยงไปด้วย    พอไปถึงนางสนมกำนัลกับนั่งคุยหยอกล้อกัน  นางสนมบางคนเห็นว่าจะไม่ได้การตามรับสั่งของพระราชา เลยชวนเซียงเมี่ยงให้นำร้องไห้  เซียงเมี่ยงได้โอกาสเล่นสนุกจึงเข้าไปหาศพพระราชครู แล้วก็ถลกผ้านุ่งออกยกก้นชี้ฟ้า เอามือจับพวงสวรรค์ของตนเอาเล่น พลางร้องคร่ำควาญว่า ? โอ้หนอ  อนิจจาพระราชครูเอ้ย  มาด่วนตายจากไป บวชตั้งแต่เล็ก  ลูกเมียก็ไม่มีเหมือนคนอื่นเขา  เก้าปีสิบปีก็ไม่เคยพบรสสีกา แต่บัดนี้มาตายก่อน  เสียทีที่เกิดมาเป็นชาย  เสียดายก็แต่...มันจะเน่าทิ้งซะเปล่า...ฮือ...ฮือ...? จากนั้นนางสนมกำนัลก็พากันหัวเราะ เซี่ยงเมี่ยงเลยเอาไม่ไล่ตี จนหัวแตกหลังลาย ก็ร้องห่มร้องไห้ไปทูลฟ้องพระราชา พระราชาก็ถามเซียงเมี่ยงว่าทำไม่จึงตีนางสนมกำนัล เซียงเมี่ยงก็บอกว่า พวกนางไม่ทำตามรับสั่งจึงต้องตี พระราชาเห็นว่าเซียงเมี่ยงนั้นถูก จึงว่ากล่าวนางสนมกำนัล

                                หลายวันต่อมา ขณะที่พระราชาทรงเคี้ยวหมากอยู่ในท้องพระโรง  ฌวียงเมี่ยงก็มาเข้าเฝ้าร่วมวงเคี้ยวหมาก จึงหาโอกาสแกล้งพระราชา  ก็จึงนำหมากยัดปากของตนเองจนล้นแก้มตุ้ย  และเอาน้ำหมากสีแดงทารอบๆ ปาก พระราชาเห็นก็ทรงพระสนวล และตรัสว่า ปากของเซียงเมี่ยงน่าเกลียดดูยังกะปากผี แล้วพระองค์ก็ลองทำตามแบบเซียงเมี่ยงดู เซียงเมี่ยงก็หัวเราะลั่น และบอกว่า ?พระโอษฐ์ของพระองค์ยิ่งน่ากลัวยิ่งกว่าของข้าพระพุทธเจ้าอีก เพราะมันเป่งพอง และใสเหมือนไข่อวัยวะเพศของหมาเฒ่านั่นแหละ? พระราชาก็ทรงพิโรธ  แต่เซียงเมี่ยงก็เอาตัวรอดว่า  ? ขอเดช พระอาญามิพ้นเกล้า  ข้าพระพุทธเจ้าล้อพระองค์เล่นที่จริงแล้วแก้มของพระองค์ใสเปล่งรัศมีดังดวงมณีของเทวดาบนฟ้าสวรรค์โน้นแหละ? พอฟังก็คลายพิโรธทรงพระสรวลอย่างถูกพระทัย

วรรณกรรมเรื่องนี้เป็นเสมือนเครื่องจรรโลงใจ อันแสดงออกถึงความเข้าใจธรรมชาติและพฤติกรรมของมนุษย์แต่งออกมาให้กษัตริย์ตกเป็นฝ่ายถูกกระทำบ้างจึงเป็นความคาดหวังอย่างหนึ่งที่ผู้อ่าน และรวมไปถึงพฤติกรรมที่เซียงเมี่ยง กระทำต่อกษัตริย์ก็ได้ตอบสนองความต้องการบางประการของประชาชนคนชั้นล่าง

                               

ตอนที่ ๙ หลอกพระราชากินขี้นกแร้ง

                                หลายครั้งที่พระราชาถูกเซียงเมี่ยงหลอก พระราชาจึงคิดแก้แค้นเซียงเมี่ยง ก็ทรงนึกขึ้นได้ว่า มีวิธีที่จะทำให้สติปัญญาของเซี่ยงเมี่ยงหมดฤทธิ์ คือการให้กินของเน่าเหม็น  วันหนึ่งก็รับสั่งให้ข้าราชบริพารไปหานกแร้งเฒ่ามาแกง และให้เรียกเซียงเมี่ยงมาเข้าเฝ้า และบอกให้กินแกงไก่ใหญ่ พอเซียงเมี่ยงกินก็รู้สึกเหม็นกลิ่นคาวคละคลุ้งไปหมด  ก็รีบกลืน พระราชาก็ทรงพระสรวลที่หลอกให้เซียงเมี่ยงกินแกงนกแร้งเฒ่าได้ และเฉลยว่าเป็นแกงนกแร้งเฒ่า เซียงเมี่ยงก็ลากลับบ้าน รียต้มน้ำส้มป่อยอาบน้ำล้างตัวเพื่อชำระสิ่งสกปรกเหม็นคาวออกจากร่างกาย และอ้อนวอนขอให้สติปัญญาของตนยังอยู่

                                เมื่อเซียงเมี่ยงเสียรู้พระราชาก็คิดหาทางแก้เผ็ด โดยนำขี้นกแร้งมาปั้นเป็นแท่งดินสนพองาม และนำไปถวาย พระราชาก็ลองเขียนเขียนเท่าไหรก็ไม่ออก พระองค์จึงเอาดินสอจิ้มพระเขฬะ ให้ดินสอเปียกแล้วเขียนใหม่หลายครั้งก็ไม่ออก จึงตรัสถามเซี่ยงเมี่ยงว่าทำไม่มันไม่ออก เซียงเมี่ยงจึงทูลว่า ?ขอเดชะ  เมื่อหลายวันก่อนข้าพระพุทธเจ้าได้กินตัวของมันแล้ว  มาวันนี้ พระองค์กลับได้กินขี้ของมัน โอ้ย...เป็นถึงพระเจ้าแผ่นดินซะเปล่าแต่กลับกินขี้อีแร้ง ไม่อายบ้านอายเมืองเขาบ้างหรือ?

พระราชาก็ทรงพิโรธไม่คิดว่าเซียงเมี่ยงจะแก้แค้นเร็วขนาดนี้

                                เมื่อเซียงเมี่ยงโดนหลอกก็ได้หาทางแก้แค้น เมื่อแก้แค้นได้ ก็เหมือนเป็นการทดสอบเชาว์ปัญญา ปฏิภาณไหวพริบ ในการเอาชีวิตรอด

 

 

ตอนที่ ๑๐  ไล่ตีสาวสนม

                                พระราชาก็ทรงแค้นเคียงพระทัยเซียงเมี่ยงอยู่  ก็สั่งให้พวกนางสนมพากันไปถ่ายใส่เรือนของเซี่ยงเมี่ยง นางสนมก็พากันไป ไปถึงก็บอกว่าพระราชารับส่งให้มาถ่ายใส่เรือนของเซียงเมี่ยง เซียงเมี่ยงก็ไม่ว่าอะไร  นางสนมก็ถ่ายใส่เรือนไปทุกซอกทุกมุมบ้าน แต่พบว่านางสนมไม่ได้ถ่ายอย่างเดียวทั้งตด เยี่ยว ถ่มน้ำลายคายน้ำมูกใส่เรือน เซียงเมี่ยวจึงใส่ไม้ไล่ตี นางสนมก็พากันวิ่งหนี ผ้าผ่อนหลุดลุ่ยล้มลุกคลุกคลาน ไปเข้าเฝ้าพระราชา พระราชาก็เรียกเซียงเมี่ยงมา เซี่ยงเมี่ยงก็ทูลว่านางสนมทำเกินรับสั่งเพราะพวกนางไม่ได้ขี้อย่างเดียวแต่กลับ ตดและเยี่ยวรด พระราชาก็ทรงพระสรวลว่ามันก็ถูกของเซียงเมี่ยง

                                เซียงเมี่ยงถึงจะมีปัญญามากแต่ก็ไม่อาจขัดรับสั่งของพระราชาได้  แต่ถ้ามีช่องว่างแม้แต่น้อยก็จะเอาคืนทันที

ตอนที่ ๑๑  เอาคนปากแหว่งมาค้ำชาน

                                วันหนึ่งบังเอิญชานพระที่นั่งของพระราชาหักลง จึงัรบส่งให้เซียงเมี่ยงมาซ่อม โดยให้หา ?ปากง่าม? มาค้ำชาน เซียงเมี่ยงก็หาอุบายมาเล่นตลกกับพระราชา จึงไปหาคนปากแหว่งมา ๒๐ คน พระราชารอแล้วรอเล่าเซียงเมี่ยงก็ไม่มาก็ให้คนมาซ่อม  เซียงเมี่ยงก็พาคนปากแหว่งเข้าพระนครมา ชาวบ้านก็แตกตื่น  จนมาเข้าเฝ้า พระราชาก็ประหลาดใจว่าเอาคนปากแหว่งมาทำไม เซียงเมี่ยงก็ทูลว่า ?ขอเดชะ ตามที่พระองค์โปรดให้ข้าพระพุทธเจ้าหาปากง่ามมาค้ำชานนั้น  บัดนี้ข้าพระพุทธเจ้าได้หามาแลล้วจำนวน ๒๐ ปากพระเจ้าข้า?  พระราชาก็ทรงพระสรวล และให้พวกคนปากแหว่งกับบ้านไป ทุกคนต่างบ่นว่าเซียงเมี่ยงทำให้ขายหน้า

                                นี้ก็เป็นอีกครั้งที่เซี่ยงเมี่ยง ใช้ความเหมือนของการเขียนภาษาที่ทำให้ความหมายนั้นผิดไป

ตอนที่ ๑๒ ออกไข่แข่งกัน

                                วันหนึ่งพระราชาตรัสกับนางสนมวันพรุ่นนี้ให้เหล่านางสนมเอาไข่ไปเที่ยวชาดหายคนละฟอง เรื่องนี้เป็นความลับ พรุ่งนี้ให้เซียงเมี่ยงไปด้วย วันรุ่งขึ้นก็เสด็จประพาส เมื่อถึงหาดทรายก็ทรงให้แต่ล่ะคนสมมุติว่าเป็นแม่ไก่  ออกไข่มาถวาย เหล่านางสนมก็ทำท่าทางเป็นแม่ไก่ออกไข่มาถวาย เหลือเซียงเมี่ยงคนเดียว ด้วยไหวพริบเซียงเมี่ยงจึงร้อง ?เอ๊กอี เอ๊กเอ๊กๆ? และไล่กอดเหล่านางสนมนางสนมก็วิ่งหนีวุ่นยฃวาย พระราชาจึงรับสั่งให้หยุด และถามเซียงเมี่ยงว่าทำไมถึงไล่กอดเหล่านางสนม เซี่ยงเมี่ยงก็ทูลว่า ตัวเองเป็นไก่ตัวผู้ ต้องผสมพันธ์ก่อนให้แม่ไก่ออกไข่ พระราชาก็ทรงเอาผิดเซียงเมี่ยงไม่ได้

                                กลอุบายในข้อนี้คือการใช้กฎข้อธรรมชาติ มาเป็นตัวช่วยในการเอาตัวรอด

ตอนที่ ๑๓ หาซื้อผ้าซิ่นตีนแต้ม

                                วันหนึ่งพระราชาประสงค์ผ้าซิ่นตีนแต้ม (ผ้ามัดหมี่ลวดลายสวยงาม) ได้พระราชทานเงินให้เสนาอำมาตย์รวมทั้งเซียงเมี่ยง เพื่อไปซื้อผ้าซิ้นตีนแต้มมาถวาย ไม่อย่างนั้นจะมีโทษ วันต่อมาบรรดาเสนาอำมาตย์ต่างนำผ้าซิ้นตีนแต้มมาถวาย มีแต่เซียงเมี่ยงที่ไม่มี เซียงเมี่ยงก็ได้ผ่อนผันเวลาเรื่อยๆ จนพระราชาถามว่าทำไมหาไม่ได้  เซียงเมี่ยงก็บอกว่า ยังไม่มีผ้าซิ้นที่ใดที่ใช้เท้าแต้ม พระราชาก็ไม่ว่าอะไร และไม่รู้จะเอาผิดอย่างไร

                                อุบายในการใช้ความพ้องรูปพ้องเสียงมาเป็นตัวช่วย

ตอนที่ ๑๔ หลอกดูลายก้นสมภารเฒ่า

                                มีวัดแห่งหนึ่งมีผลไม้มากมาย ทั้งกล้วย  อ้อย ขนุน  มะม่วง  มะยม ฯลฯ  แต่สมภารเฒ่าองค์หนึ่งเป็นอธิการวัด  ห่วงผลหมากรากไม้ที่มีอยู่ในวัดอย่างมาก ไม่ให้ใครเก็บเอามากินเด็ดขาด ขนาดเดินผ่านมองดูท่านยังไม่ยอม  วันหนึ่งเซียงเมี่ยงเดินเที่ยวไปตามหมู่บ้านต่างๆ เดินผ่านวัดนี้ก็แวะมาพักเหนื่อยในศาลา  เห็นผลไม้สุกเต็มต้น จึงขึ้นไปขออนุญาตจากสมภาร ยังไม่ทันขึ้นไปสมภารก็มาถาม เมื่อรู้ว่าเซียงเมี่ยงจะมาขอผลไม้ก็ปิดประตูไล่ เซียงเมี่ยงก็คิดแค้น หลายวันต่อมา เซี่ยงเมี่ยงก็แต่งขันนิมนต์มายังวัดไปที่กุฏิ บอกว่า พระราชาโปรดให้นำขันนิมนต์มาถวาย และจะสถาปนาสมณศักดิ์หลวงตาขึ้นเป็นพระราชาคณะ เมื่อได้ยินดังนั้น สมภารเฒ่าก็ดีใจ เซียงเมี่ยงก็บอกว่าต้องตัดสิ่งกีดขวางขบานเสด็จ สมภารก็อนุญาตโดยง่าย เซี่ยงเมี่ยงก็ตัดต้นไม้ในวัดไม่เหลือสักต้น ชาวบ้านก็พากนัสงสัยเซียงเมี่ยงก็เอาผลไม้พวกนั้นไปแจกจ่ายให้ชาวบ้าน ฝ่ายเซียงเมี่ยงเมื่อได้คืบก็จะเอาศอก จึงหาเรื่องแกล้งสมภารเฒ่า ก็เลยแกล้งชมสง่าราศีสมภารเฒ่าดูลายมือต่างๆนานา จนขอดูลายก้น สมภารก็อายเลยชวนเซียงเมี่ยงไปดูที่ห้องน้ำ เมื่อสมภารโค้งก้นให้ดูเซียงเมี่ยงก็ถีบจนหัวคะมำ และแตะซ้ำหลายครั้ง สมภารก็บาดเจ็บสาหัส จนชาวบ้านมาช่วย หลังจากหายดี ก็นำความไปเข้าเฝ้าพระราชา พระราชาก็ได้เรียกข้าราชบริพารทุกคนมา เพื่อมาชี้ตัวคนร้าย แต่ไม่มี แต่ยังขาดเพื่อเซียงเมี่ยงเพียงคนเดียว กล่าวถึงเซียงเมี่ยง หลังจากที่ไปก่อเหตุ จึงรู้ตัวว่ามีความผิด จึงกินผลไม้ที่เป็นยาถ่าย จึงถ่ายท้องจนหมดเรี่ยวแรง และซูบผอมจนแทบจำไม่ได้ เมื่อมาถึงก็ซูบผอม แทบจำไม่ได้ และบอกว่าป่วยมาได้ ๘วันไม่ได้ไปไหนเลย สมภารจึงไม่แน่ใจไม่อาจเอาผิดใครได้ จึงลากลับ

                                               

                                ในครั้งนี้ถือได้ว่า การกระทำของเซียงเมี่ยงนั้นเป็นการกระทำที่ไม่ดีเอามากๆ  ทั้งโกหก และทำร้ายผู้อื่น แต่เซียงเมี่ยงก็โดนกรรมตามสนอง กลัวความผิดจนต้องกินผลไม้ที่เป็นยาถ่าย จนซูบผอม

ตอนที่ ๑๕ เอาหัวล้านชนกัน

                                กล่าวถึงเมืองตานีที่อยู่ไม่ไกลจากเมืองทวารวดี กษัตริย์พระองค์นี้โปรดเรื่องพนันขันต่อมาก และจะเอาเงินทองและช้างม้ามาเป็นเครื่องพนัน  ที่โด่งดังก็คือการเอาหัวล้านชนกัน  มีการท้าพนันชนะมาหลายเมือง จนมีชื่อเสียงล่ำลือ  จนมาท้าสู้กับเมืองทวารวดี  พระเจ้าทวารวดีก็กังวลใจทรงประกาศหายหัวล้านมาสู้กับเมืองตานีจะมีรางวัลให้อย่างงาม แต่ก็ไม่มีใครอาสา ต้องร้อนถึงเซียงเมี่ยงมาแก้ปัญหา วันต่อมาเซียงเมี่ยงก็ออกประกาศหาหัวล้านทั้งหลายมาชุมนุม  เพื่อคัดตัวเซียงเมี่ยงเลือกเอาหัวล้านที่หัวล้านโล่งเตียนเป็นมัน  ไม่มีผมสักเส้น มีรูปร่างสูงใหญ่ ท่าทางดุร้าย แข็งแรง ผิวกายยังดำเมี่ยม ใครเห็นก็หวาดกลัว

                                และส่งให้เจ้าหน้าที่เอากระดาษมาฟั่นเป็นเชือกยาง  ๒๐  วา จำนวน ๔ เส้น เท่าๆกัน  แล้วเอาชุบหมึกสีดำ เอาหนังวัวควายมาติด ทำเป็นเหมือนเชือกหนังควาย และให้หาลำต้นโสนให้ได้ทางยาว ๓ วา ใหญ่เท่ากับสากตำข้าว แล้วนำมาทายางไม้ เพื่อให้ดูเหมือนไม้เนื้อแข็งขนาดเขื่องมาทำเป็นค้อน จากนั้นก็แนะกลอุบายให้ทุกคนได้รู้

                                เมื่อถึงวันแข่งเซี่ยงเมี่ยงก็ประกาศจะนำเอาหัวล้านมหาสมบัติของเมืองทวารวดีลงอาบน้ำ  และบอกให้เมืองตานีเอาสำเถาออกจากฝั่งไปจอดกลางน้ำ และเอาหัวล้านเมืองตานีไปซ่อนให้ดี  เกรงว่าจะได้รับอันตรายจากหัวล้านมหาสมบัติของเมืองทวารวดี จากนั้นก็ตีฆ้องร้องเป่าให้ชาวบ้านระวังตัว เมื่อได้ฤกษ์งามยามดีก็เบิกหัวล้านทวารวดี โดยเอาเชือกกระดาษทั้งสี่เส้นผูกเอว  เส้นหนึ่งดึงไปข้างหน้า เส้นหนึ่งดึงคืนหลัง  เส้นหนึ่งดึงไปทางขวา และเส้นหนึ่งดึงไปทางซ้าย แต่ละเส้นใช้คนดึงร้อยคน ดึงให้ตึงอย่าให้หย่อน พร้อมกับเตือนพวกถือค้อนโสนว่าหากล้านมหาสมบัติกระตุกกระดิกเมื่อใด  ก็ให้ใช้ค้อนทุบตี  และนำขบวนไปที่ท่าน้ำโดยใช้แผนการปราบเสือให้วัวกลัว โดยให้ล้านมหาสมบัติอาละวาด ร้องก้องคำราม กระชากเชือกทั้ง ๔ เส้นจนขาดสะบั้น  เจ้าหน้าที่ทั้ง ๔๐๐ คนต่างล้มลุกคลุกคลาน ส่วนคนที่ถือค้อนเมื่อเห็นดังนั้นก็เอาค้อนทุบหัวค้อนนั้นก็หักสะบั้นแหลกละเอียด แต่หัวล้านมหาสมบัติไม่สะทกสะท้าน เมื่อหัวล้านเมืองตานีเห็นก็กลัว จึงยอมแพ้และยอมเสียสมบัติให้มากมาย

                                การใช้ไหวพริบเอาชนะผู้อื่น ดังเช่นตอนนี้ที่ใช้ปัญญาช่วยชาติบ้านเมืองให้พ้นภัย

ตอนที่ ๑๖ หลอกเซียงยานดมตด

                                กล่าวถึงเซียงยาน ที่อาศัยอยู่เมื่องแห่งหนึ่งริมแม่น้ำสายใหญ่บริเวณชายแดนเมืองทวารวดี มีชื่อเรื่องฉลาด เมื่อได้ยินชื่อเสียงของเซี่ยงเมี่ยงเลยอยากที่จะพิสูจน์ จึงจัดแจงตัดไม้ไผ่ มาปล้องหนึ่ง และตดใส่แล้วปิดผนึกมิดชิด และออกเดินทางมาเมืองทวารวดี เมื่อถึงก็ถามทางหาเซียงเมี่ยง แต่โชคร้ายที่ไปถาม กับตัวเซียงเมี่ยง  เซียงเมี่ยงแกล้งก็ถามเซียงยานว่าจะหลอกยังไง เซียงยานก็บอกว่าจะเอาตดให้กระบอกไม้ไผ่ให้เซียงเมี่ยงดม เซี่ยงเมี่ยงก็ทำเป็นว่า  เดินทางมาหลายวันตดในกระบอกนั้นอาจจะหายเหม็นไป ให้เซียงยานเปิดดมดูถ้าไม่เหม็ดจะได้ช่วยตดเพิ่มให้   เซียงยานก็ทำตามนั้น ก็ดมตดตัวเองและบอกว่ายังเหม็ดอยู่เมื่อเซียงยานทำตามนั้น เซี่ยงเมี่ยงก็หัวเราะ ว่า เซียงยาน น่าโง่ และบอกว่าตนนั้นเองคือเซียงเมี่ยงโง่จริงๆที่มาดมตดตัวเอง เซียงยานก็กลับบ้านไปด้วยความอาย นี้แหละที่เรียกว่า จุดไต้ตำตอ  ตอนนี้ถือเป็นการแสดงสติปัญญาโดยแท้

 

ตอนที่ ๑๗ ทายว่าพระราชาจะเสด็จสวรรคตภายในเจ็ดวัน

                                มีวันหนึ่งพะราชาเกิดประชวรพระอาการหนัก ได้ให้พระสงฆ์และโหรมาทำนายพระชะตา ผลว่า มีพระบารมรค้ำจุนจะหายในไม่นาน  ต่อมาวันหนึ่งเซียงเมี่ยงก็มาดูพระอาการและบอกว่าพระราชาจะเสด็จสวรรคตภายในเจ็ดวัน ฝ่ายพระมเหสีเมื่อฟังดังนั้นก็ตกพระทัย และเส้าโสก และส่งให้เปิดคลังหลวงนำเงินทองไปทำบุญทั่วสารทิศ เพื่อสะเดาะเคราะห์ให้พระราชา แต่เมื่อครบเจ็ดวันก็ทรงหายจากการประชวร จึงเรียกเซียงเมี่ยงมาเฝ้าด่วน และถามว่าทำไมบอกว่าพระองค์จะตายในเจ็ดวัน เซียงเมี่ยงก็บอกว่า คำทำนายนั้นถูกแล้ว ทุกคนในโลกนี้ต้องตายภายใน เจ็ดวันทั้งสิ้น คือวันอาทิตย์ ถึงวันเสาร์ นั้นเอง

พระราชาก็เห็นว่าที่เซียงเมี่ยงพูดมานั้นก็ถูกจึงอภัยให้

                                ตอนนี้เป็นเรื่องที่สั่งสอนหรือให้แง่คิดเกี่ยวกับธรรมมะ ที่คนเราย่อมมีการเกิดการแก่ เจ็บตาย

 ตอนที่ ๑๘ แข่งขันตอบปัญหาพระคัมภีร์

                                หลังจากที่เมืองตานีแพ้พนันก็คิดหาวิธีแก้แค้น จึงจัดพระสงฆ์มาท้าแข่งขัยตอบปัญหาพระคัมภีร์  พระเจ้าทวารวดีก็หาพระสงฆ์มาแข่งขันไม่ได้ จึงเรียกเซียงเมี่ยงมาแก้ปัญหา ให้อุปสมบทเป็นนาคหลวง จัดงานยิ่งใหญ่ เมื่อถึงการแข่งขัน ก็มีพิธีแห่แหนครูไชยะสิทธถะแก้วคัมภีร์องอาจ(เซียงเมี่ยง) ไปสนามหลวง เมื่อถึงศาลาก็รอพระราชาคณะฝ่ายเมืองทวารวดีอีก ๓ องค์ แต่รอเท่าไหรก็ไม่มา พระครูไชยะสิทธถะแก้วคัมภีร์องอาจ(เซียงเมี่ยง)ก็ขอให้ ฝ่ายเมืองตานีถามตนก่อนเพื่อเป็นการรอ พระครูไชยะสิทธถะแก้วคัมภีร์องอาจ(เซียงเมี่ยง) ก็เริ่มถาม ว่า ?พระพุทธบิดา  พระไอยกา  และพระบิดา ของพระไอยกา ตลอดจนโคตรวงศ์ทั้งหมดสูงขึ้นไปมีพระนามว่ากระไร  พระราชาคณะจากเมืองตานีก็ตอบได้เพียงสมเด็จทวดของพระพุทธเจ้าเท่านั้น

พระครูไชยะสิทธถะแก้วคัมภีร์องอาจ(เซียงเมี่ยง)ก็คุยทับว่าตนเป็นแค่ลูกศิษย์ พระราชาคณะเมืองตานีก็ตอบไม่ได้แล้ว พระครูไชยะสิทธถะแก้วคัมภีร์องอาจ(เซียงเมี่ยง)ก็ท้าแข่งอ่านพระคัมภีร์แล้ว พระครูไชยะสิทธถะแก้วคัมภีร์องอาจ(เซียงเมี่ยง)ก็เอาคัมภีร์ฉบับพิเศษให้พระสงฆ์เมืองตานีอ่าน ก็อ่านไม่ได้ เนื่องจากก่อนหน้านี้เซียงเมี่ยงได้เอาปูจุ่มน้ำหมึกเอาไปไต่บนใบลานแล้วนำมาเย็บรวมกันเป็นเล่นนั้นเอง พระครูไชยะสิทธถะแก้วคัมภีร์องอาจ(เซียงเมี่ยง)ก็บอกว่าทั้งหมดนี้อ่านว่า กะเปียไต่จู้ แปลว่า กะปูไต่เจี้ย (ปูไต่กระดาษ) จากนั้นพระครูไชยะสิทธถะแก้วคัมภีร์องอาจ(เซียงเมี่ยง)ก็ว่ากล่างให้พระราชราคณะเมืองตานีอายจึงยอมแพ้ทำให้เมืองตานีต้องเสียหน้าและเสียของพนันมากมาย

                                แสดงถึงการมีไหวพริบ ในเรื่องการแก้ไขปัญหา  และเป็นการช่วยบ้านเมืองให้พ้นภัย

ตอนที่ ๑๙ แบกตะกร้ายักษ์ไปออกศึก

                                เมื่อเซียงเมี่ยงออกจากสมณเพศมาเป็นคนธรรมดา  ก็มีเมืองปัญจา ยกทัพมาประชิดเมือง  พระราชาก็ได้ให้เซียงเมี่ยงไปรบด้วย เซียงเมี่ยงก็คิดว่าพระราชาคงอยากให้ตนไปตายในสนามรบจึงให้เซียงเมี่ยงเดินหน้าทัพ  พอเซียงเมี่ยงกลับบ้าน ก็ออกไปหาไม้ไผ่ นำมาสานตะกร้า ขนาดใหญ่ ๘คนโอบ เมื่อพระราชาให้มาตาม ก็บอกว่าสานตะกร้ายังไม่เสร็จ มาตามเมื่อใดก็ไม่เสร็จ พระราชาก็ทรงพิโรธ คนในกองทัพก็พากันด่าว่า จนเซียงเมี่ยงสานตะกร้าเสร็จ  ก็แบกมานำทัพ  ตะกร้านั้นก็ใหญ่กว่าประตูเมืองผู้คนจึงผ่านไปมามิได้ แต่เซียงเมี่ยงห่วงตะกร้ามาก เมื่อมีคนลากออกเซียงเมี่ยงก็ลากเข้าประตูเมือง จนพระราชาเห็นดังนั้นก็ทรงส่งให้เซียงเมี่ยงกลับมา เมื่อเซียงเมี่ยงกลับมาเหล่าทหารก็ดีใจ พากันโห่ร้อง  ทำให้ข้าศึกขวัญเสียและยกทัพกลับไป

                                ตอนนี้เป็นการใช้จิตวิทยาในการสร้างความยากสู้รบให้กับกองทัพ  การที่เซี่ยงเมี่ยงสานตะกร้าใหญ่ที่ขวางประตูเมืองเป็นอุบาย ที่ทำให้เมืองปลอดภัยจากข้าศึก โดยไม่เสียเลือดเนื้อ

 

 

 

 

ตอนที่ ๒๐ มาก่อนไก่

วันหนึ่งพระราชามีภารกิจสำคัญจะไหว้วานเซียงเมี่ยง และบอกเซียงเมี่ยงว่าพรุ่งนี้ให้เซียงเมี่ยงมาก่อนไก่ให้ได้  พอเซียงเมี่ยงกลับบ้าน ในเวลาค่ำก็ได้จับไก่เอามาใส่สุ่มไว้  พอรุ่งเช้าก็ตื่นมากินข้าวปลาตามปกติ นั่งเคี้ยวหมาก นอนอย่างสบายอารมณ์ พระราชาก็ทรงรอเท่าไหรก็ไม่มา จนเวลาบ่าย เซียงเมี่ยงก็เอาเชือกผูกไก่แล้วเดินพาไปตามทาง เดินถูลู่ถูกังมาถึงพระราชวัง ก็รายงานว่าตนมาก่อนไก่ตามที่พระราชาสั่ง พระราชาก็ไม่สามารถเอาผิดได้เพราะคำสั่งที่สั่งไปนั้นไม่ชัดเจน

นี้ก็เป็นการใช้อุบายที่ตรงไปตรงมาในการท้าทายพระมหากษัตริย์

ตอนที่ ๒๑ ไปเก็บพริกให้พระราชา

                                วันหนึ่งพระราชาทอดพระเนตรพระกระยาหาร ทั้ง ส้ม ไข่ ปลา เนื้อ ปลาส้ม  ก็ให้เซียงเมี่ยงไปเก็บพริกในสวนมาให้พระองค์  เซียงเมี่ยงก็ไปยังสวนมีพริกเต็มต้น แต่เซียงเมี่ยงก็ได้หาพริกที่หล่นตามต้นแต่ก็ไม่มีหล่นสักเม็ด เซียงเมี่ยงจึงนอนรอใต้ต้นพริก พระราชารออยู่ไม่มาสักทีก็ให้มหาดเล็กไปตาม ก็เห็นเซียงเมี่ยงนอนรอพริกล่น มหาดเล็กก็ถามว่าทำไมไม่เด็ดพริกไปถวาย เซียงเมี่ยงก็บอกว่าพระราชาสั่งให้มาเก็บพริก ไม่ได้ให้มาเด็ดพริก แล้วมหาดเล็กก็ได้นำความไปถวาย เมื่อพระราชาได้สดับก็ทรงพระสรวล นึกขำคำส่งของตนที่เซียงเมี่ยงนำมาเป็นข้อแก้ตัวได้

                                ตอนนี้ก็ทำตามคำสั่งอย่างซื่อตรง

 

ตอนที่ ๒๒ หลอกพระราชาลงหนองน้ำ

                                วันหนึ่งพระราชาเสด็จออกประพาสป่า และให้เซียงเมี่ยงไปด้วย จนถึงหนองน้ำใหญ่แห่งหนึ่ง  เมื่อพระราชาทรงทอดพระเนตรเห็นหนองน้ำใหญ่ก็อยากลองสติปัญญาเซียงเมี่ยง  จึงบอกว่า ถ้าเก่งจริงก็ให้หลอกพระราชาลงน้ำให้ได้ เซียงเมี่ยงก็บอกว่าสติปัญญาของตนอาจไม่ถึง พระราชาอยู่บนหลังช้างจะลงน้ำคงยาก แต่ถ้าจะหลอกให้ขึ้นจากหนองน้ำก็คงง่ายกว่า พระราชาก็ทรงหลงกล ลงไปในหนองน้ำ  และบอกให้เซียงเมี่ยงหลอกให้ตนขึ้นจากหนองน้ำ พระราชาก็รู้ว่าตนนั้นถูกหลอก  เซียงเมี่ยงก็บอกว่าตนไม่มีวิธีให้พระราชาขึ้นมาหลอก พระราชาจะขึ้นมาหรืออยู่ในน้ำก็แล้วแต่พระองค์ พระราชาก็เสด็จขึ้นจากหนองน้ำด้วยความอับอาย

ตอนที่ ๒๓  แบ่งปันแม่ปัญญา

                                หลายวันต่อมา พระราชาก็ทรงถามเซียงเมี่ยงว่า เซียงเมี่ยงปัญญาของอยู่ที่ไหนอยู่ในท้องหรืออยู่ที่ไหนเอาออกมาใช้ได้ไม่หมด  เซียงเมี่ยงก็คิดเล่นสนุกกับพระราชา จึงบอกว่า ปัญญานั้นอยู่ในท้องนั้นไม่มาก แต่อยู่ที่กะบอกไม้ไผ่ที่เรือน ที่เลี้ยงไว้หลายตัวไว้ใช้สอย พระราชาก็ให้เซียงเมี่ยงเอามาแบ่งกันดู เซียงเมี่ยงก็ลากลับบ้านไปเอาตัวปัญญา พระราชาก็ทนรอไม่ไหวจึงให้นางสนมไปเอาแม่ปัญญา พวกนางก็อยากได้ เซียงเมี่ยงกลับบ้านก็ไปหา แตนและผึ้ง มาใส่กะบองทันที  พอนางสนมมาบ้านเซียงเมี่ยง  ทุกคนต่างมามุงดูแม่ปัญญา แล้วเซียงเมี่ยงก็ให้แบมือรอรับแม่ปัญญา พอเปิดปากกระบอก ฝูงแตน ผึ้งก็ออกมาต่อยนางกำนัล พวกนางสนมก็วิ่งกลับพระราชวัง  ไปรายงานพระราชา พระราชาก็ทรงพิโรธ เรียกเซียงเมี่ยงมาเข้าเฝ้า และชักดาบออกมาแต่ก็นึกถึงคำพระราชบิดาที่รับสั่งไว้ก่อนสวรรคต ก็เลยเก็บดาบ และไล่เซียงเมี่ยงไปอย่าให้มาเห็นหน้าอีก

 

ตอนที่ ๒๔ ถวายก้นรับเสด็จ

                                เซียงเมี่ยงก็โกรธแค้นคิดเอาคืนพระราชาให้ได้  เจ็ดวันต่อมามีข่าวว่าพระราชาเสด็จเลียบเมืองตามประเพณี เซียงเมี่ยงจึงรีบขุดหลุมดักหน้าเอาไว้ตามถนนที่พระองค์จะเสด็จผ่าน  เมื่อขบวนช้างของพระราชามาถึง เซียงเมี่ยงก็เอาหัวมุดลงไปในหลุม และโผล่แต่ก้นที่ไม่นุ่งผ้ามาให้เห็น  พระราชาทอดพระเนตรเห็นจึงถามมหาดเล็กว่าใครมาทำเรื่องบ้าๆๆ มหาดเล็กก็บอกว่านั้นคือ เซียงเมี่ยง พระราชาก็ทรงพิโรธ รับสั่งกลับวังทันที

                                ครั้นเดือนหก  มีฝนตกชาวบ้านก็ไถ่นา เซียงเมี่ยงก็ออกเที่ยวเล่นตามท้องนาเห็นชาวนาพลิกดินเพื่อทำการเพราะปลูก เมื่อเห็นดังนั้นก็รีบแต่งตัวไปเข้าเฝ้า พระรารชเห็นก็ทรงพิโรธ ด่าว่า ? ถ้าแผ่นดินไม่พลิกกลับมึงไม่ต้องมาหากูอีก?  เซียงเมี่ยงก็ทูลว่าเวลานี้แผ่นดินพลิกแล้วไม่เชื่อก็ไปดูได้ที่นอกเมือง เมื่อพระราชาออกไปดูก็พบชาวนากำลังพลิกดิน พระราชาเห็นว่าเซียงเมี่ยงมีปัญญาจึงเลี้ยงไว้ต่อไป

                                ตอนนี้แสดงว่าเซียงเมี่ยงมีความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ และหาวิธีที่จะมารับใช้อยู่เสมอ จากตอนนี้ที่โดนไล่ไม่ให้มาพบหน้าอีก  แต่ก็มีความพยายามที่จะกลับเข้ามารับใช้ด้วยความจงรักภักดี

 

ตอนที่ ๒๕ แข่งขันชนควาย

                                วันหนึ่งพระราชากับเซียงเมี่ยงพนันเอาควายมาชนกัน ถ้าเซียงเมี่ยงชนะพระองค์จะยกควายของพระองค์ให้

แต่ถ้าเซียงเมี่ยงแพ้พระองค์จะลงโทษ เซียงเมี่ยงขอเวลาหาควาย ๒๐ วัน วันรุ่งขึ้นเซียงเมี่ยงก็ไปหาควายที่เกิดลูกใหม่ ซือ้มาทั้งลูกและแม่ในราคา ๑,๐๐๐ชั่ง และจับเอาลูกควายกับแม่ควายแยกกัน และไม่ให้อาหารลูกควาย มันก็ร้องหาแม่ด้วยความหิว  เมื่อถึงเวลาแข่งขัน พระราชาก็มีควายที่ใหญ่โตแข็งแรง เขาโค้งปลายแหลม  ดวงตาดุดัน และดูน่าเกรงขามยิ่งนัก ส่วนควายของเซียงเมี่ยงตัวเล็กเกิดได้ไม่กี่วัน ซูบผอม ไม่มีเรี่ยวแรง เมื่อถึงเวลาสู้กัน  ลูกควายก็เห็นควายตัวใหญ่ก็นึกว่าแม่ จึงวิ่งเข้าไปกินนม รีบมุดเข้าหว่างขา พบพวงอวัยวะเพศก็ดูดกินเป็นการใหญ่ ควายใหญ่ก็รำคาญจึงวิ่งหนี เซียงเมี่ยงจึงเป็นฝ่ายชนะ เซียงเมี่ยงได้ควายของพระราชา และพาควายน้อยกลับมากินนมแม่มันอย่างสบาย

                                ตอนนี้เป็นการใช้สติปัญญาในการแก้ปัญหา โดยสังเกตจากธรรมชาติของสัตว์

ตอนที่ ๒๖ ขี่เรื่อนั่งพาย

                                วันหนึ่งขณะที่เซียงเมี่ยงต้องไปทำธุระอีกฟากแม่น้ำ  มีเณรพายเรือผ่านมา เซียงเมี่ยงจึงขออาศัยไปด้วย โดยเซียงเมี่ยงขอขี่เรือนั่งพายไปฟากโน้นกับเณร เณรก็อนุญาต เมื่อขึ้นเรือ เซียงเมี่ยงก็นำไม้พายที่เหลือมาวางลงแล้วนั่งทับพายไว้ทันที  ปล่อยให้เณรพายเรืออยู่คนเดียว  เณรถามว่าทำไมไม่ช่วยพาย เซียงเมี่ยงก็บอกว่า ?ขอขี่เรือนั่งพายมาด้วย ไม่ได้บอกว่าพายช่วยนี่? เณรก็รู้สึกแค้นจึงชวนคุยเรื่องอื่น แล้วถามว่าจะลงที่ไหน เซียงเมี่ยงบอกว่าที่ไหนก็ได้ เณรเลยจอดให้ที่ป่าหนาม เซียงเมี่ยงก็จำต้องลง เซียงเมี่ยงโดนหนามเกี่ยวจนปวดแสบปวดร้อน เป็นเวลาหลายวันจึงมีเรือพ่อค้าผ่านมา เซียงเมี่ยงจึงขอไปด้วยแล้วเล่าเรื่องนี้ให้พ่อค้าฟัง

                                จากตอนนี้เซี่ยงเมี่ยงได้รับบทเรียนในการใช้อุบายเอาเปรียบผู้อื่น จึงได้รับโทษ คือได้รับความทุกข์อยากลำบาก

 

ตอนที่ ๒๗ ไปเข้าเฝ้าทั้งบ้าน

                                หลายวันต่อมาพระราชามีรับส่งให้เซียงเมี่ยงเข้าเผ้าทั้งบ้าน พอวันรุ่งขึ้นก็บอกลูกเมียไม่ให้ลงจากบ้าน แล้วเซียงเมี่ยงก็ห่อข้าว ถือน้ำเต้า และไม้พายปีนขึ้นไปอยู่บนหลังคาพายอากาศวืดๆ  แต่เรือนทั้งเรือนก็ไม่ขยับ พระราชารออยู่นานจึงให้เสนาไปตาม เสนาจึงนำเรื่องมาทูลและนำตัวเซียงเมี่ยงมาเข้าเฝ้า พระราชาก็ไม่สามารถเอาเรื่องได้

                               

 

ตอนที่ ๒๘ แข่งขันวาดรูปเร็ว

                                วันหนึ่งมีพระราชาจากเมืองหนึ่ง ได้ส่งศิลปินมาขอท้าวาดรูปกับเซียงเมี่ยง โดยให้วาดรูปสัตว์ขนิดใดชนิดหนึ่ง และที่สำคัญใครวาดได้เร็วที่สุด  เซียงเมี่ยงก็เอานิ้วมือทั้งห้าจุ่มหมึก แล้วรูดลงบนกระดาษ  ส่วนศิลปินต่างแดนวาดรูปสิงโตตัวใหญ่สวยงาม ผู้คนต่างชื่นชมรูปสิงโต เซียงเมี่ยงเลยโวยวาย ตามกติกาเซียงเมี่ยงต้องชนะเพราะในคราวเดียวเซียงเมี่ยงสามารถวาด ไส้เดือนได้ถืง ๕ ตัว การแข่งขันครั้งนี้เซียงเมี่ยงจึงชนะ

 

ตอนที่ ๒๙ กินยาพิษจนตัวตาย

                                วันหนึ่งพระราชาก็ออกอุบายอยากที่จะจัดการกับเซียงเมี่ยงให้เด็ดขาด  จึงให้นางสนมทำข้าวต้มมัดใส่ยาพิษเอาไปให้เซียงเมี่ยง   แต่ข่าวนี้ก็มาถึงหูเซียงเมี่ยงก่อน เซียงเมี่ยงรู้ว่าตนจะตาย จึงเรียกเมียมาสั่งเสีย  บอกเมียว่าถ้าตนกินต้มข้าวต้มมัดแล้วตาย อย่าร้องไห้เสียใจเด็ดขาด รอจนได้ยินเสียงร้องไห้ของพระมหสีและนางสนมในวัง จึงค่อยร้องไห้ ให้ทำตัวเหมือนปกติ ให้เอาตัวเซียงเมี่ยงไปนอนไว้บนเตียง  เอาผ้าห่ม  เอาขาไขว่ห้าง เอาหนังสือถือไว้ทำท่าเหมือนอ่านหนังสือ  ให้เอาแมลงภู่มาขังใส่กะบั้งไม้ไผ่ซ่อนไว้ใต้หมอน   หลังจากนั้นเซียงเมี่ยงก็กินข้าวต้มมัด แล้วก็สิ้นใจ ภรรยาของเซียงเมี่ยงก็จัดแจงตามคำสั่ง  เมื่อนางสนมไปดูก็เห็นเซียงเมี่ยงยังนอนอ่านหนังสืองึมงำ ไม่มีอะไรเกิดขึ้น จึงนำเรื่องไปทูลพระราชา พระราชาก็สงสัยว่าทำไมเซียงเมี่ยงกินข้าวต้มมัดยังไม่ตาย จึงลองกินข้าวต้มมัดแล้วก็เสด็จสวรรคต  เมื่อเห็นดังนั้นพระมเหสีและนางสนมกำนัลก็ร้องไห้เสียใจ  ฝ่ายภรรยาเซียงเมี่ยงได้ยินจึงร้องไห้ที่สามีจากไป

                                แม้กระทั้งเวลาที่ตัวตายยังพาคนอื่นตายตามเซียงเมียงเป็นวรรณกรรมที่สร้างความขบขันให้ผู้อ่านงานมาหลายยุคหลายสมัย แต่ความขบขันที่ปรากฏแท้จริงแล้วแฝงไว้ซึ่งความเป็นอัจฉริยแต่ง การสร้างชิ้นงานให้มีความแปลกแตกต่างจากงานนิพนธ์ทั่วไปนั้น ย่อมเป็นการเพิ่มแนวทางในการประพันธ์มากยิ่งขึ้น และการเฟ้นหาสำนวนภาษาที่มีความคลุมเครือมาสอดใส่ในชิ้นงานก็เป็นเสน่ห์ที่ทำให้ผู้อ่านงานมาจนถึงปัจจุบัน ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นกับสภาพจริงของกษัตริย์สมัยอยุธยา แท้จริงแล้วอาจเป็นไปได้ว่าผู้แต่งมองเห็นจุดบอดของระบอบการเมืองการปกครองในสมัยนั้น แล้วเจตนาที่จะแฝงเร้นและเหน็บแนมระบอบดังกล่าวภายใต้พฤติกรรมที่ชวนขบขันของเซียงเมี่ยงและพระเจ้าทวารวดีนั่นเอง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

กดถูกใจ หรือ Like ด้านล่างนี้เพื่อติดตามและรับข้อมูลใหม่ๆก่อนใครจาก Thainn รวมทั้งบันเทิงหลากหลาย นอกจากนี้คุณยังมีสิทธิลุ้นรับรางวัลต่างๆมากมายจากทาง ThaiNN.com ในกิจกรรมมากมายที่จะเกิดขึ้น
nonoii พูดว่า
เหอๆๆๆๆๆๆๆๆ ทักทายๆ
www.thainn.com? nonoii
offline
โปรโมทเว็บไซต์ของคุณ กับ 50 เว็บไซต์
คุณสามารถเพิ่มลิงค์สู่ 50 เว็บไซต์ได้พร้อมกันโดยไม่ต้องกรอกข้อมูลเอง ไม่ต้องทำลิงค์กลับ และได้รับการอนุมัติอย่างรวดเร็วและแน่นอน เพียงสมัครใช้บริการกับ ThaiGetLink.com หรือคลิกที่นี่เพื่อลงทะเบียนสมัครใช้บริการ
ไอโฟน6 และ i watch มาแล้ว!!! โดยน้องซีคนสวย ไอโฟน6 และ i watch มาแล้ว!!! โดยน้องซีคนสวย [08:38 ]
สะเทือนใจ ลูกปลาชะโดขอชีวิตแม่คืน สะเทือนใจ ลูกปลาชะโดขอชีวิตแม่คืน [02:03 ]
เหตุผลที่ผู้หญิงคนนี้วิ่งวันละ 20 กิโลเมตร จะทำให้คุณน้ำตาซึม เหตุผลที่ผู้หญิงคนนี้วิ่งวันละ 20 กิโลเมตร จะทำให้คุณน้ำตาซึม [04:26 ]
แน่ใจนะว่านี่คือท่าเต้นแบบใหม่ แน่ใจนะว่านี่คือท่าเต้นแบบใหม่ [01:01 ]
เทรนใหม่ของสายสร้อย อยากดูเด่นมันต้องแบบนี้ เทรนใหม่ของสายสร้อย อยากดูเด่นมันต้องแบบนี้ [00:25 ]
คลิปที่เป็นกระแสในขณะนี้ กับนิสัยการขับรถแย่ๆบนท้องถนน คลิปที่เป็นกระแสในขณะนี้ กับนิสัยการขับรถแย่ๆบนท้องถนน [01:47 ]
UFO โผล่ที่ไทย จริงหรือมั่วมาดูกัน UFO โผล่ที่ไทย จริงหรือมั่วมาดูกัน [00:40 ]
งานจับนมสาว AV ญี่ปุ่น เพื่อหาเงินเข้าการกุศลประจำปี ใครมีเงินเชิญเลย งานจับนมสาว AV ญี่ปุ่น เพื่อหาเงินเข้าการกุศลประจำปี ใครมีเงินเชิญเลย [01:19 ]
โฆษณานี้มีแต่นมๆๆๆ ซาบีน่า โมเดิร์น วี ชมพู่ โฆษณานี้มีแต่นมๆๆๆ ซาบีน่า โมเดิร์น วี ชมพู่ [00:46 ]
จับโรคจิตควักกระจู๋ ถูบั้นท้ายนักเรียนหญิง จับโรคจิตควักกระจู๋ ถูบั้นท้ายนักเรียนหญิง [01:11 ]
สัตว์หายาก วาฬหลังค่อมสีขาวโผล่ที่ออสเตรเลีย สัตว์หายาก วาฬหลังค่อมสีขาวโผล่ที่ออสเตรเลีย [01:12 ]
แชร์สนั่น ป้าเดินสวนบันไดเลื่อน หวังชิงบัตรหนังพระนเรศวรฟรี แต่ไปไม่ถึงสักที แชร์สนั่น ป้าเดินสวนบันไดเลื่อน หวังชิงบัตรหนังพระนเรศวรฟรี แต่ไปไม่ถึงสักที [00:24 ]
ฮือฮา! คลิปพิศวงวัวลงอยู่ในโอ่ง ฮือฮา! คลิปพิศวงวัวลงอยู่ในโอ่ง [00:51 ]
สาวแม็กซิม 2014 โชว์ท่ายาก ออกกำลังกาย สาวแม็กซิม 2014 โชว์ท่ายาก ออกกำลังกาย [02:34 ]
เหลือเชื่อ! ถ่ายนางเงือกได้ในทะเลในระหว่างทำสารคดี เหลือเชื่อ! ถ่ายนางเงือกได้ในทะเลในระหว่างทำสารคดี [00:59 ]
คลิปหลุดหมาข้างบ้านกับเจ้าของ คลิปหลุดหมาข้างบ้านกับเจ้าของ [00:16 ]
ฟ้าผ่าเฉียดตาย กับมือกล้องสมัครเล่น ฟ้าผ่าเฉียดตาย กับมือกล้องสมัครเล่น [00:58 ]
ชนเต็มๆ แต่รอดตายมาได้ยังไงชมกัน ชนเต็มๆ แต่รอดตายมาได้ยังไงชมกัน [00:31 ]
มาเอาใจช่วย 10 เรือที่รอดพ้นจากภัยทางทะเล ดูแล้วสยองสุดๆ มาเอาใจช่วย 10 เรือที่รอดพ้นจากภัยทางทะเล ดูแล้วสยองสุดๆ [12:25 ]
ภาพยนตร์สั้น "แม่" (Motherhood) : Full Version เรื่องดีๆที่คุณต้องดู ภาพยนตร์สั้น "แม่" (Motherhood) : Full Version เรื่องดีๆที่คุณต้องดู [03:01 ]
แชร์สนั่น! จอดลงมาตบ เพราะขับรถปาดหน้า !! แชร์สนั่น! จอดลงมาตบ เพราะขับรถปาดหน้า !! [00:29 ]
ผีสาวผมแดงเฮี้ยน! เข้าสิงกลางโรงพัก ร้องโฮ “ผัวฆ่า“ ผีสาวผมแดงเฮี้ยน! เข้าสิงกลางโรงพัก ร้องโฮ “ผัวฆ่า“ [01:56 ]
ปาร์ตี้สงกรานต์สาวๆ RCA 2014 ปาร์ตี้สงกรานต์สาวๆ RCA 2014 [03:57 ]
คลิปน่าทีชีวิตเหตุการณ์เรือเฟอรี่ล่มที่เกาหลีใต้ คลิปน่าทีชีวิตเหตุการณ์เรือเฟอรี่ล่มที่เกาหลีใต้ [00:55 ]
 
 

เกมส์ | แก้ปัญหาการถูกรบกวน | ถามตอบการใช้งาน | ติดต่อทีมงาน