ออนไลน์ 89 คน ใช้มากที่สุดอยู่ในสัญญาณเทรดฟรี
​เฟดประกาศลดอัตราดอกเบี้ย ส่งผลให้หุ้นและทองคำพุ่งขึ้น
เฟดประกาศลดอัตราดอกเบี้ย ส่งผลให้หุ้นและทองคำพุ่งขึ้น

ในการประชุมครั้งสุดท้ายของปี 2566 ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 5.25-5.50% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในช่วง 22 ปีที่ผ่านมา แต่เฟดก็แสดงความมุ่งมั่นที่จะลดอัตราดอกเบี้ยในปีหน้า เพื่อส่งเสริมการเติบโตของเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นการสิ้นสุดยุคที่เฟดเพิ่มอัตราดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือน มีนาคม 2565 จนถึงปี 2566

จากการคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Dot Plot) เฟดแสดงว่าจะลดอัตราดอกเบี้ยลงอย่างน้อย 3 ครั้งในปี 2567 โดยลดลงครั้งละ 0.25% รวมเป็น 0.75% ซึ่งมากกว่าการคาดการณ์เดิมที่จะลดเพียง 2 ครั้งในการประชุมเดือนก.ย. นอกจากนี้เฟดยังมีแผนที่จะลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก 4 ครั้งในปี 2568 และอีก 3 ครั้งในปี 2569 โดยลดลงครั้งละ 0.25% รวมเป็น 1.00% และ 0.75% ตามลำดับ ดังนั้น อัตราดอกเบี้ยที่เคยสูงถึง 5.50% จะลดลงอย่างรวดเร็วในช่วง 3 ปีข้างหน้า สู่ระดับ 2.00-2.25% ซึ่งใกล้เคียงกับอัตราดอกเบี้ยระยะยาวที่เฟดคาดว่าจะอยู่ที่ 2.50%

ประธานเฟด นายเจอโรม พาวเวล ยืนยันว่าเฟดไม่มีแผนที่จะเพิ่มอัตราดอกเบี้ยอีก และเฟดพร้อมที่จะลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อรองรับเศรษฐกิจ ไม่ว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำในปี 2567 หรือไม่ ถ้าเศรษฐกิจแสดงอาการฟื้นตัว เฟดก็ไม่จำเป็นต้องใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดอีกต่อไป



เฟดส่งสัญญาณลดดอกเบี้ย กระตุ้นตลาดหุ้น ทองคำ และน้ำมัน

ตลาดหุ้นไทยเปิดตลาดวันนี้ด้วยความแข็งแกร่ง บวกกว่า 10 จุดในช่วงเช้า และขยับขึ้นอีก 10 จุดในช่วงบ่าย ดัชนีปิดที่ 1,380 จุด สูงขึ้นจากเมื่อวาน ซึ่งเป็นผลจากการที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) แสดงแนวโน้มที่จะลดอัตราดอกเบี้ยในปีหน้า เพื่อช่วยเหลือเศรษฐกิจที่กำลังเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ

ราคาทองคำ Gold Spot ก็ปรับขึ้นตาม แตะระดับ 2,000 เหรียญ สูงสุดในรอบหลายปี ส่งผลให้ราคาทองคำในประเทศไทยปรับขึ้น 250 บาท/บาททองคำ แต่หลังจากนั้นก็ลดลงเล็กน้อย ส่วนเงินบาทก็ยังคงแข็งแรง อยู่ที่ 35.08 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ตามข้อมูลจากสมาคมค้าทองคำ ราคาทองคำแท่ง รับซื้อ 33,700บาท/บาททองคำ ขายออก 33,800 บาท/บาททองคำ ส่วนทองรูปพรรณ รับซื้อ 33,094.98 บาท/บาททองคำ ขายออก 34,300บาท/บาททองคำ

ราคาน้ำมันก็ปรับขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หลังจากที่องค์การประเทศส่งส่วนผลิตน้ำมัน (OPEC) และพันธมิตรประกาศลดการผลิตน้ำมันลง 400,000 ถังต่อวัน น้ำมันดิบของสหรัฐ (WTI) ปรับขึ้น 3.5% อยู่ที่ 77.12 เหรียญ ส่วนน้ำมันดิบของเนเธอร์แลนด์ (Brent) ปรับขึ้น 3.4% อยู่ที่ 80.25 เหรียญ ราคาน้ำมันทั้งสองชนิดนี้เป็นระดับสูงสุดในรอบหลายปีเช่นกัน


น้ำมันดิบ WTI และเบรนท์ ปรับขึ้นหลังเฟดลดดอกเบี้ย

ราคาน้ำมันดิบของสหรัฐ (WTI) และเนเธอร์แลนด์ (BRENT) ปรับขึ้นในวันพุธ (13 ธ.ค.) หลังจากที่มีรายงานว่าสต็อกน้ำมันดิบสหรัฐลดลงมากกว่าที่คาดไว้ในสัปดาห์ก่อน นอกจากนี้ การที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) แสดงแนวโน้มที่จะลดอัตราดอกเบี้ยหลายครั้งในปีหน้า ก็เป็นปัจจัยที่กระตุ้นตลาดน้ำมันด้วย

สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนม.ค. ปิดที่ 69.47 ดอลลาร์/บาร์เรล สูงขึ้น 86 เซนต์ หรือ 1.3% จากวันก่อน ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ ส่งมอบเดือนก.พ. ปิดที่ 74.26 ดอลลาร์/บาร์เรล สูงขึ้น 1.02 ดอลลาร์ หรือ 1.4% จากวันก่อน  ราคาน้ำมันทั้งสองชนิดนี้เป็นระดับสูงสุดในช่วงหลายเดือน
ลดดอกเบี้ย แต่ปรับมุมมองเศรษฐกิจสหรัฐปีนี้ดีขึ้น 
ทั้งนี้หากดูคาดการณ์เกี่ยวกับเศรษฐกิจสหรัฐนั้น เฟดปรับเพิ่มตัวเลขคาดการณ์การขยายตัวสู่ระดับ 2.6% ในปีนี้ จากเดิมคาดการณ์ที่ระดับ 2.1% 

เฟดปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจและเงินเฟ้อของสหรัฐฯ

เฟดคาดว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯจะเติบโตช้าลงในปี 2567 2568 และ 2569 เมื่อเทียบกับปีนี้ โดยมีอัตราการเติบโตที่ 1.4% 1.8% และ 1.9% ตามลำดับ ส่วนอัตราการเติบโตระยะยาวจะอยู่ที่ 1.8% เฟดยังคงคาดว่าอัตราว่างงานจะอยู่ที่ 3.8% ในปีนี้ และจะสูงขึ้นเล็กน้อยเป็น 4.1% ในปี 2567 2568 และ 2569 ซึ่งเป็นระดับเดียวกับอัตราว่างงานระยะยาว

เฟดยังปรับลดคาดการณ์เงินเฟ้อลงในปีนี้ จาก 3.7% เหลือ 3.2% และคาดว่าเงินเฟ้อจะลดลงอีกในปี 2567 2568 และ 2569 เป็น 2.4% 2.2% และ 2.0% ตามลำดับ การปรับลดคาดการณ์เงินเฟ้อนี้สอดคล้องกับการที่เฟดส่งสัญญาณลดอัตราดอกเบี้ยหลายครั้งในปีหน้า เพื่อช่วยเหลือเศรษฐกิจที่กำลังเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ

 

เฟดส่งสัญญาณลดดอกเบี้ย ดาวโจนส์ปิดสูงกว่า 100 จุด

ตลาดหุ้นสหรัฐปิดสูงขึ้นในวันพฤหัสบดี หลังจากที่คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของเฟด (FOMC) ยุติวัฏจักรการเพิ่มอัตราดอกเบี้ย และแสดงแนวโน้มว่าจะลดอัตราดอกเบี้ยอย่างน้อย 3 ครั้งในปี 2567 นักลงทุนเชื่อว่าการลดดอกเบี้ยจะช่วยเสริมสร้างการเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐ และลดความเสี่ยงของภาวะถดถอย

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ขึ้น 158 จุด หรือ 0.43% ปิดที่ 37,248.35 จุด ดัชนีเอสแอนด์พี 500 ขึ้น 0.26% ปิดที่ 4,719.55 จุด และดัชนีแนสแด็กขึ้น 0.19% ปิดที่ 14,761.56 จุด

นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับประโยชน์จากการที่ดอลลาร์อ่อนค่าลง และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปีลดลงอยู่ที่ระดับต่ำกว่า 4.0% การที่ดอลลาร์อ่อนค่าลงจะช่วยเพิ่มรายได้ของบริษัทที่มีธุรกิจในต่างประเทศ ส่วนการที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปีลดลงจะช่วยลดต้นทุนการกู้ยืมของบริษัทและผู้บริโภค และเพิ่มการใช้จ่ายและการลงทุนในเศรษฐกิจ

ตาม FedWatch Tool ของ CME Group นักลงทุนคาดการณ์ว่าเฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 5.25-5.50% ในการประชุมเดือนม.ค.2567 และจะลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% ในการประชุมเดือนมี.ค.2567 ซึ่งเป็นการประชุมแรกของเฟดในปี 2567

ตลาดหุ้นยังได้รับการสนับสนุนจากข้อมูลค้าปลีกที่ดีขึ้น ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคยังคงมีการซื้อของอย่างแข็งแกร่ง กระทรวงพาณิชย์สหรัฐรายงานว่ายอดค้าปลีกเดือนพ.ย.เพิ่มขึ้น 0.3% เมื่อเทียบรายเดือน และเพิ่มขึ้น 4.1% เมื่อเทียบรายปี นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่ายอดค้าปลีกจะลดลง 0.1% เมื่อเทียบรายเดือน และเพิ่มขึ้น 3.8% เมื่อเทียบรายปี

ข้อมูลแรงงานสหรัฐยังแสดงให้เห็นว่าตลาดแรงงานยังคงแข็งแกร่ง กระทรวงแรงงานสหรัฐรายงานว่าผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกลดลง 19,000 ราย สู่ระดับ 202,000 รายในสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดใน 2 เดือน และต่ำกว่าคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานต่อเนื่องเพิ่มขึ้นเล็กน้อย 20,000 ราย สู่ระดับ 1.88 ล้านราย



เรื่องล่าสุดของหมวดหมู่ แวดวงการเงิน